คุณอยู่ที่WebSite ที่นี่ดอทคอม > โซน Happy> Section Xfile
ฟังเพลงฮิตตั้งแต่อดีต ถึง ปัจจุบัน คลิก
 
 
ปลงสังขารในงาน “ล้างป่าช้า”มหากุศล
เมื่อสิ้นลมหายใจ สิทธิต่างๆที่พึงมีเมื่อตอนยังมีลมหายใจก็มลายสิ้นไปด้วย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่มนุษย์ลืมตาขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทย
ก็ถือได้ว่าคนผู้นั้นมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันกับประชากรทั้งหมดทั่วประเทศ
ครั้นจวบจนเมื่อสิ้นลมหายใจหรือตายไป
สิทธิต่างๆที่พึงมีเมื่อตอนยังมีลมหายใจก็มลายสิ้นไปด้วย

จากที่เคยมีตัวตนบนโลกใบนี้ตอนมีชีวิตอยู่
แต่ว่าเมื่อตายไปก็กลับกลายเป็นไร้สิทธิ์
ไร้เสียงและบางคนถึงกับไร้ค่าหากตอนมีชีวิตอยู่
ไม่ได้ทำความดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้จดจำ
เหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณรอวันย่อยสลายกลายเป็นผงธุลี

สวมเสื้อผ้า ปะแป้งศพ บริจาคเงิน ก่อนปิดป่าช้า
แด่ ดวงวิญญาณที่โดดเดี่ยว ไร้ญาติ มิตร
แต่ก็มีอีกหลายชีวิตที่โชคดีเพราะมีลูกหลาน
และคนที่อยู่เบื้องหลังคอยทำพิธีศพให้หลังความตาย
โดยมุ่งหวังจะให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติในภพในภูมิที่ดี
แต่สำหรับบางศพไม่มีแม้แต่ญาติพี่น้องมาเหลียวแล
ต้องตายไปอย่างลำพังและอยู่อย่างโดดเดี่ยวในหลุมศพ
ไม่มีแม้แต่เสียงพระสวดส่งดวงวิญญาณ
หรือผลบุญที่ญาติทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

จะเกิดอะไรขึ้น หากมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง
ไม่ใช่คนเคยรู้จักมักคุ้นหรืออาจจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนตายมาก่อน
แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับร่วมแรงร่วมใจกัน
ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือดวงวิญญาณเหล่านั้น
ให้เดินทางทางไปสู่สุคติใน ภพหน้า อย่างหมดห่วง....


ทำความสะอาดศพโดยใช้แปรงหรือผ้าขัดถูเบาๆพอให้สะอาด


ความเป็นมา ของ พิธีล้างป่าช้า จากประเทศจีนสู่เมืองไทย
นานมาแล้วที่ดินแดนอันไกลโพ้นหลังกำแพงเมืองจีน
มีตำนานเล่ากันมาว่าครั้งหนึ่งเมืองจีนได้เกิดน้ำท่วมและโรคระบาด
ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากล้มตายเกลื่อนกลาด
แต่มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่าไตฮงกง ท่านไม่รังเกียจศพเหล่าได้
ได้เกณฑ์ญาติโยมที่ยังมีชีวิตอยู่ ออกตระเวนเก็บศพมาทำประกอบพิธีให้
ทำให้คนที่สืบทอดมารุ่นหลังนับถือจริยธรรมของท่านที่ดีงาม
คือเรื่องของการเก็บศพ จนทำให้เกิดพิธีล้างป่าช้า
เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับศพที่ไม่มีญาติ เพื่อให้ไปสู่สุคติ

ต่อมาเมื่อชาวจีนได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามายังสยามประเทศ
ก็ได้นำเอาความเชื่อเหล่านั้นติดตัวมาด้วย
จึงได้ก่อตั้งเป็นสมาคมและมูลนิธิต่างๆที่ไม่แสวงหากำไร
อาทิ มูลนิธิปอเต็กตึ้ง ที่นับถือเทพเจ้าไตฮงกง หรืออย่างเช่น

“สหพันธ์การกุศล เต็กก่า แห่งประเทศไทย”

ที่นับถือเทพเจ้าจี้กง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ดำเนินงานช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินการมาหลายสิบปีสหพันธ์ฯเต็กก่า
มีสาขามากกว่า 79 สาขา แม้จะมีชื่อลงท้ายที่แตกต่างกัน
แต่จุดมุ่งหมายในการดำเนินการเหมือนกัน
คือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังผลตอบแทน
แม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้วก็ยังได้รับการเหลียวแล
ด้วยพิธีกรรมล้างป่าช้าที่จะจัดขึ้นทุกปี
กระจายไปตามภาคต่างๆของประเทศไทย
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว


ผสมผสานความเป็นจีน-ไทยในพิธีล้างป่าช้า ไตฮงกง องค์ริเริ่มเก็บศพ
พิธีล้างป่าช้า ที่ผ่านมาในเมืองไทย
“งวน” หนึ่งในกรรมการเต็กก่า จีจินเกาะ
บอกเล่าเท้าความถึงที่มาพิธีล้างป่าช้าให้ฟังว่า

“การล้างป่าช้าครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นนานมาแล้วที่จ.ชลบุรี ตอนนั้นมี เหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้นมีคนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ก็เลยมีการตั้งบนบาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์เคยทำพิธีล้างป่าช้าที่เมืองจีนก็เอาพิธีนี้มาทำในเมืองไทย โดยใช้คนจีนที่อพยพมาจากเมืองจีนและพอมีความรู้เรื่องนี้เป็นคนประกอบพิธี เพราะฉะนั้นลักษณะของพิธีจะมีการผสมผสานกันระหว่างไทยกับจีน สังเกตในงานนี้เราจะมีหลายอย่างมีทั้งสวดแบบทางจีนมหายาน พออีกวันก็จะมีการเก็บกระดูกเข้ามาก็จะมีการสวดอภิธรรมแบบไทยก็ผสมกันไป เพราะส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเต็กก่าจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ”

งวน เล่าต่อว่าอย่างครั้งนี้ที่มาทำพิธีล้างป่าช้าที่วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร
ก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นนักในเมืองหลวง
เนื่องจากส่วนใหญ่จะทำพิธีล้างป่าช้ากันตามต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่
แต่สาเหตุที่มาทำพิธีที่นี่เป็นเพราะทางวัดฯมีโครงการจะบูรณะพระอาราม
และจัดระเบียบพื้นที่ใช้สอยของวัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
และทางสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร มีความประสงค์จะบูรณะเก๋งจีน
ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
ให้กลับมาสวยสง่าอีกครั้ง จึงต้องจัดการล้างป่าช้าที่อยู่ติดกับด้านข้างของเก๋งจีน
ทำให้ศพที่เคยนอนสงบนิ่งอยู่ในที่ของตนต้องถูกนำมาประกอบพิธีเพื่อส่งดวงวิญญาณให้ไป สู่สุคติ


พิธีจีนบวกไทย ร่วมใจล้างป่าช้า
เป็นที่แน่นอนว่า แนวความคิดของการล้างป่าช้ามาจากเมืองจีน
เพราะฉะนั้นในส่วนของพิธีกรรมย่อมจะหลีกเลี่ยงพิธีแบบจีนไปไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการไหว้เทวดาฟ้าดิน การประทับทรงของเทพเจ้า
การติดฮู้หรือยันต์ หรือการสวดมนต์แบบจีน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่หลงเหลือความเป็นไทยอยู่เลย
เพราะอันที่จริงแล้วผู้ที่ประกอบพิธีก็คือลูกหลานไทยเชื้อสายมังกรที่ทั้งชีวิต
ได้ซึมซับทั้งความเป็นไทยและความเป็นจีนเข้าไว้ด้วยกัน


หลังจากทำความสะอาดกระดูกเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาจัดเรียงให้เป็นรูปร่าง
ทำความสะอาดศพโดยใช้แปรงหรือผ้าขัดถูเบาๆพอให้สะอาด
ขั้นตอนพิธีการ ทำการล้างป่าช้า
“การล้าป่าช้าครั้งนี้ที่วัดยานนาวาจะมีกำหนดทั้งสิ้น 7 วัน ซึ่งจะมีการเปิดป่าช้าวันเดียวแล้วปิดเลยเพราะศพมีน้อย แต่หากไปตามสุสานที่ต่างจังหวัดจะมีศพเยอะส่วนใหญ่ก็หลายวันขึ้น บางทีต้องเปิดป่าช้าถึง 20 วันเลยทีเดียว ส่วนพิธีหลักๆก็จะเริ่มจากการจัดให้มีการประทับทรง ต้อนรับพระอาจารย์(จี้กง)เพื่อประทานการชี้แจงเหตุผลในการเก็บศพ(ใบฎีกาสวรรค์) หลังจากนั้นจะเริ่มสร้างปรัมพิธี โรงอาหาร ห้องครัว ห้องเก็บกระดูก พร้อมๆกับตระเตรียมของที่จะใช้ในงานเก็บศพ
หลังจากนั้นก็จะเป็นพิธีต้อนรับเทวรูปและกระถางธูปศักดิ์สิทธิ์ที่ได้อัญเชิญมาจากสมาคมฯ และก็จะมีพิธีตั้งแท่นบวงสรวงบิดา มารดาแห่งฟ้าดิน (โคมไฟฟ้าดิน เจ้าที่)

แล้วจึงจะเป็นพิธีเปิดป่าช้า เริ่มขุดศพ”กิตติพงศ์ ฉัตรสว่างวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการ"
สมาคมเต็กก่า จีฮุย กล่าว

พอมาถึงขั้นตอนของการเปิดป่าช้า จะมีร่างที่ประทับทรงของพระอาจารย์(จี้กง)เป็นผู้เปิดหลุมปฐมฤกษ์ เมื่อได้แล้วจึงพากันแบกโลงศพออกมาให้ผู้ที่เข้าร่วมล้างป่าช้าที่รออยู่ข้างนอก ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะต้องเป็นศพ แต่เนื่องจากที่วัดยานนาวานั้นป่าช้าที่นี่ถือได้ว่าเก่าแก่หลายสิบปี ศพที่อยู่ภายในโลงจึงมีสภาพเน่าเปื่อยเหลือแต่เพียงโครงกระดูก

“ศพที่เน่าเปื่อยหรือย่อยสลายแล้ว เราเรียกกันติดปากว่าศพแห้งหรือทองแท่ง
เนื่องจากกระดูกมีลักษณะเป็นแท่งๆ จึงเรียกชื่อให้เป็นมงคล พวกนี้เวลานำออกมาจากป่าช้าแล้วจะทำความสะอาดโดยใช้แปรงหรือผ้าขัดถูเบาๆพอให้สะอาด
สำหรับส่วนที่เป็นเนื้อก็ย่อยสลายไปหมดแล้ว ส่วนศพที่เพิ่งตายหรือยังไม่เน่าเปื่อยจะเรียกว่า ของสด หรือ มะขาม เวลาทำความสะอาดก็จะต้องใช้มือรูดๆไปตามกระดูกเพื่อให้เนื้อหลุดออกมา แล้วก็ทำความสะอาดกระดูก"

สิ่งที่ไม่ควรทำ ระหว่างอยู่ระหว่างการล้างป่าช้า
บางคนจิตอ่อนระหว่างเปิดป่าก็อาจจะมีวิญญาณมาเข้า เราก็ต้องพามาหาคนทรง
เอาน้ำมนต์พรมก็ออก แต่ถ้าหากยังดื้อดึงไม่ยอมออกก็ต้องเชิญอาจารย์มาประทับทรงทำพิธี
เผายันต์ คนจิตอ่อนส่วนมากผู้หญิง แต่ก็มีบางครั้งที่มีเจ้าหน้าที่บางคนก็ไปพูดล้อเลียน
คืนนั้นก็นอนไม่หลับทั้งคืน ส่วนมากจะมีแบบที่เราไปเก็บของสด แล้วเอามาเผา
บางคนเขาถ่มน้ำลายซึ่งเป็นข้อห้าม เพราะจะเป็นการแสดงความรังเกียจ ถ้าพูดว่าเหม็น
สามสามคืนก็จะเหม็นติดตัวไปเลย ไม่รู้ว่ากลิ่นมาจากไหน ให้พูดว่าหอมแทน
คือโอเคมันมีกลิ่นอยู่ แต่เราต้องพูดว่าหอม แต่ถ้าทางที่ดีไม่ควรพูดอะไรเลย
ออกไปจากพิธีแล้วค่อยพูดก็ได้ ไม่เป็นไร


สภาพของศพ
สำหรับบางคนที่ชอบทำของสด เพราะเขาบอกกลับไปแล้วถูกหวยได้เงินสดก็มีหรือบางทีอุปสรรคที่เขาเจอมันก็หายไป การงานก็ก้าวหน้า มันเป็นพิธีกรรมที่เมื่อคนหมู่มากมารวมกัน มาช่วยกัน ตั้งใจจริง ผลมันก็เกิดขึ้น อันนี้วิเคราะห์ส่วนตัวนะ”ธำรง หนึ่งในสมาชิกสมาพันธ์ เต็กก่า ให้ข้อสังเกต

หลังจากทำความสะอาดกระดูกเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาจัดเรียงให้เป็นรูปร่าง แต่ถ้าหากศพไหนที่ไม่เน่าเปื่อยคือมีลักษณะแห้งไปเลย ก็จะไม่ต้องขัดกระดูกเพียงแค่ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดร่างเท่านั้น แล้วจึงหาเสื้อผ้าและแป้งมาประพรมร่างกาย ร่างพวกนี้หากเป็นชายจะเรียกว่าเทพบุตร ส่วนหญิงจะเป็นนางฟ้า หากเป็นเด็กชาย,หญิงจะเรียกว่ากุมารทอง และกุมารีตามลำดับ ถ้าป่าช้าไหนมีศพครบทั้ง 4 ประเภทนี้ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด

ล้างป่าช้ามหากุศล-สุดยอดการสะเดาะเคราะห์
พอหลังจากเสร็จพิธีกรรมทั้งหมดแล้ว ช่วงบ่ายจะทำการก็ปิดป่า
และเสี่ยงทายถามดวงวิญญาณว่าครบหรือไม่
หลังจากนั้นก็จะเผาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้แก่ดวงวิญญาณ
และอัญเชิญดวงวิญญาณใส่ถุงผ้า โดยใช้มือกอบ 3 รอบ
กอบแรกหยิบส่วนมือและแขนก่อน ตามด้วยลำตัวแล้วถึงจะเป็นส่วนหัว
เมื่อเสร็จแล้วก็ใช้ด้ายผูกเป็นเครื่องหมายว่าเป็นหญิงหรือชาย
โดยการมีร่มอันหนึ่งกางให้แล้วแห่รอบๆพิธี
เสร็จแล้วก็เอาไปไว้ที่สถิตดวงวิญญาณ

หลังจากที่ประกอบพิธีกรรมและขั้นตอนต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็จะมาถึงพิธีทอดผ้าบังสุกุลและประกอบพิธีฌาปนกิจ
ณ เมรุ แล้วจึงนำอัฐิที่ได้ไปบรรจุไว้ในที่ๆเตรียมไว้
ก็เป็นอันเสร็จพิธีหลักๆของการล้างป่าช้า
แต่อาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่ในแต่ละแห่งจะแตกต่างกันออกไป
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนศพและเจ้าภาพที่จัด

ทำความสะอาดศพโดยใช้แปรงหรือผ้าขัดถูเบาๆพอให้สะอาด

ล้างป่าช้ามหากุศล-สุดยอดการสะเดาะเคราะห์

งานล้างป่าช้าเปรียบได้ว่าเป็นงานมหากุศล
“คนจีนจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าทำผ้าป่ากองหนึ่ง ก็ไม่เท่าทำกฐินกองหนึ่ง ทำกฐินนี่ก็ยังไม่เท่ากับมาร่วมงานล้างป่าช้า เปรียบว่าเป็นงานมหากุศล เพราะว่าหนึ่งพวกนี้ไม่ใช่ญาติเรา เราก็ไม่รังเกียจ นี่เป็นศพที่แห้งแล้ว บางที่ตายใหม่ๆเค้าก็ขุดขึ้นมาเละๆ เราก็มารุด มีกลิ่นเหม็นเราก็ไม่รังเกียจ มาพรมน้ำหอม แล้วก็ทำหลายๆศพพร้อมกัน ถือได้ว่าเป็นการทำบุญมหากุศล

เมื่อมีพิธีล้างป่าช้า ก็จะมีการกินเจควบคู่กันไป เป็นเรื่องของพิธีกรรม
เพราะฉะนั้นคนที่ทำพิธีจะต้องสะอาด ถือศีล กินเจ
ต้องมีความบริสุทธิ์ และเมื่อคนที่มาร่วมพิธีกันเยอะๆแล้วมาร่วมกันถือศีล
กินเจ ละเว้นเนื้อสัตว์เพื่ออุทิศให้สัมภเวสี รวมไปถึงวิญญาณที่เราเชิญมาให้ได้ไปอยู่ในภพในภูมิที่ดีขึ้น”

งวน คนเดิมกล่าว


ทำพิธีล้างป่าช้าให้กับศพไร้ญาติ
นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า

“สมมติว่าคนที่โดนศพเขาจะถือว่าเป็นการทำมหากุศล นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง อย่างปกติคนเราจะทำอะไรนี่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนก็คือผลตอบแทน ย่อมหวังผลตอบแทนก่อน แต่ที่ทำให้ศพมันไม่อะไรที่จะมาตอบแทน เราต้องทำให้เค้าด้วยใจบริสุทธิ์
คนมียศเค้าก็ให้ละยศ คนหยิ่งก็ให้ละความหยิ่ง คนถือตัวก็ให้ละความถือตัวเข้ามาร่วมสมานสามัคคีกัน เพราะทำคนเดียวไม่ได้ สองคนก็ไม่ได้ ต้องทำหลายๆคน"
พอมีหลายๆคนตรงจุดนี้จึงเป็นการรวมพลังให้เกิดศรัทธาที่เป็นบริสุทธิ์ขึ้นมา
เรียกว่าการไม่หวังอานิสงค์ตอบแทน เมื่อเกิดศรัทธาไม่หวังผลตอบแทนแล้ว
ผลบุญหรือว่าสิ่งที่ทำจึงเป็นความบริสุทธิ์เพราะเป็นการทำเพื่อผู้อื่น
ทำให้สาธารณะชน ทำให้แก่วัด ทำให้แก่ผู้ตาย ปกติคนจีนเค้าบอกว่าช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างวัด

แต่ถ้าช่วยคนตายถือว่าดีกว่าช่วยชีวิตคนหรือสร้างวัด เพราะเป็นมหากุศลที่ใหญ่ที่สุด

นอกจากนี้ยังถือเป็นที่สุดของการสะเดาะเคราะห์อีกด้วย”
ด้านหลวงพี่อภิสิทธิ์ อภิญาโณ พระรูปหนึ่งของวัดยานนาวายังให้ความเห็นว่า
ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่แล้ว
การได้มาร่วมงานล้างป่าช้ายังทำให้ได้เห็นแก่นแท้ของชีวิตอีกด้วย


ผู้คนมาร่วมงานล้างป่าช้าที่วัดยานนาวากันอย่างคับคั่ง
“การปลงความตายไม่เที่ยงนี่ก็ส่วนหนึ่ง แต่การที่ไปสัมผัสว่าความตายมันไม่เที่ยงนี่ตรงตัวเลย เพราะในงานล้างป่าช้าเราจะเห็นคนเป็นต้องมานั่งคุ้ยกระดูกล้างกระดูก มาทำความสะอาดส่วนต่างๆของร่างๆหนึ่งที่ไม่มีลมหายใจแล้ว ตรงนี้สามารถเจริญสติภาวนาได้ดีที่สุด ว่าเราเกิดมามีแค่ร่างกาย พอเติบใหญ่ต่างคนต่างก็พยายามหาวัตถุสิ่งของมาปรนเปรอความสุข ให้ความสำคัญกับเงินทองซึ่งเป็นของนอกกาย แต่พอตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ มาเท่าไหร่ ก็ไปเท่านั้น ตอนเผาใหม่ๆยังเหลือบ้าง แต่พอผ่านไป 10 ๆปีไม่เหลืออะไรเลย อย่างที่บอกว่า เหมือนคำพูดที่ว่า เกิดมาแต่ดินกลับไปสู่ดิน หมดจริงๆ” หลวงพี่กล่าว

เมื่อยามมีชีวิตอยู่ มนุษย์บางคนอาจมั่งมีด้วยทรัพย์สินเงินทอง รายล้อมด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียงเพียงใด แต่เมื่อตายไปทุกคนจะกลับมาเท่าเทียมกันอีกครั้ง เสมือนเมื่อตอนถือกำเนิดเกิดขึ้นมาตัวเปล่า แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือความดีที่เหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

*****************************************************
อนุโมทนา สาธุ
เรื่องนี้บอกเล่าใน xchange.teenee.comบอร์ดลึกลับ โดยคุณ ที่โน่น.คอม
บอกเล่าประสบการณ์ของคุณได้ที่ ชุมชนเรื่องมหัศจรรย์
 

Main Happy | Game | Quiz || XFile ]
Copyright ® 2002 Teenee Dot Com. All Rights Reserved
ขอสงวนสิทธิ์ เนื้อหา รูปแบบ ของเว็บไซท์แห่งนี้ ห้ามลอกเลียนแบบเว็บไซท์ ก๊อปปี้เนื้อหา ทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใด

โฆษณา ( Advertising ) คลิกที่นี่